การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จราบรื่นในทุกๆด้านนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาและไขว่คว้าเพื่อให้ได้มา แต่ความเป็นจริง มีคนจำนวนไม่มากนักที่ได้ในทุกสิ่งที่ตนปรารถนา เพราะปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จมีอยู่มากมาย บางคนประสบความสำเร็จในการทำงาน ขณะที่ล้มเหลวในความสัมพันธ์ส่วนตัว บางคนไม่ประสบความสำเร็จทั้งสองด้าน ทั้งๆที่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและเฉลียวฉลาดตั้งแต่เด็ก ขณะที่ความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่การเดินทางบนถนนที่มุ่งไปสู่ความสุขและความสำเร็จ กลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราเพียงลำพัง แต่ยังขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้าง และบุคคลต่างๆที่เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว คนรัก ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้าของเรา ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ หรือเป็นคนรักสันโดษแค่ไหน บุคคลเหล่านี้ย่อมต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และที่สำคัญ พวกเขามีอิทธิพล และมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย ต่อการสร้างสรรค์ความสำเร็จของเราในแง่มุมต่างๆ การที่พวกเขาให้การสนับสนุน ให้กำลังใจ ให้ความไว้วางใจ และส่งเสริมเราให้ก้าวไปข้างหน้าแม้เพียงเล็กน้อย จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความสามารถในการทำงานของเรา ด้วยเหตุนี้ การสร้าง รักษา และพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญ นั่นมิได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องเป็นเพื่อนสนิทกับทุกคน ความสัมพันธ์ที่เหมาะสมหมายถึงความสัมพันธ์ที่ราบรื่นบนพื้นฐานของความเข้าใจ สนับสนุน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่เนื่องจากโลกนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่มีที่มาที่ไปแตกต่างกัน บางครั้ง เราไม่สามารถเลือกได้ว่า จะให้ใครเข้ามาอยู่ในชีวิตเราบ้าง บางโอกาส เราอาจได้พบกับบุคคลที่ให้การสนับสนุน อุปถัมป์ค้ำชู และผลักดันให้เราประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกัน เราอาจต้องเผชิญกับคนที่เข้ามาขัดขวาง หรือสกัดกั้นโอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงานของเรา และเปลี่ยนสถานการณ์ของเราจากดีให้กลายเป็นร้ายอย่างไม่คาดคิด มนุษย์ในโลกแห่งการตัดสิน: เจตนาหรือพฤติกรรม? แน่นอน เราย่อมต้องการให้คนอื่นคิดอย่างเดียวกับเรา เห็นด้วยกับเรา เข้าใจและเชื่อมั่นในตัวเรา ความเข้าใจและการยอมรับจากผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญ และสร้างความพึงพอใจให้เราเสมอ มันเป็นสิ่งยืนยันว่าเรามีคุณค่า แต่น่าเศร้าที่ในขณะที่เราเรียกร้องความเข้าใจและการยอมรับจากบุคคลอื่น บ่อยครั้งที่ตัวเราเองกลับละเลยที่จะทำความเข้าใจ ในกรอบความคิดหรือมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน การทำความเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง หมายถึง ความเข้าใจในพื้นฐานของความซับซ้อนของมิติความเป็นมนุษย์ โดยทั่วไป เรามักตัดสินบุคคลอื่นว่าดีหรือไม่ดี จากพฤติกรรมที่บุคคลนั้นแสดงออกมา มากกว่าพิจารณาที่เจตนาที่แท้จริงของเขา เช่น ลูกน้องที่ไม่พอใจหัวหน้าที่มอบหมายงานให้จำนวนมาก และคิดว่าหัวหน้าไม่ยุติธรรม แต่เจตนาที่แท้จริงของหัวหน้าคือต้องการฝึกและเตรียมความพร้อมของลูกน้อง ซึ่งกำลังจะได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งใหม่ในเดือนหน้า ในทางตรงกันข้าม เรามักมีเหตุผลและให้ความยุติธรรมกับตัวเราเองมากกว่า ด้วยการตัดสินตัวเราจากเจตนามิใช่พฤติกรรม แม้ว่าการกระทำของเราจะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อผู้อื่น แต่เรามักจะบอกกับตัวเองและผู้อื่นว่า “เราทำไปด้วยเจตนาดีนะ ไม่ได้คิดร้าย แม้ว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างนั้นก็เถอะ” ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงมีแนวโน้มที่จะตัดสินคนอื่นอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ยังไม่ทราบข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับเหตุผลและเจตนารมย์ของเขา การย้อนกลับไปค้นหาสาเหตุอันเป็นที่มาของพฤติกรรมดูเหมือนจะไม่จำเป็นสำหรับเรา การกระทำบ่งบอกทุกอย่างเสมอ และความเข้าใจเช่นนั้นเป็นที่มาของความรู้สึกคับข้องใจ ความไม่เข้าใจกัน ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจต่างๆตามมา หากเราต้องการจะเข้าใจการกระทำหรือพฤติกรรมของผู้อื่น เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจสาเหตุอันเป็นที่มาของการกระทำนั้น ซึ่งผลการศึกษาวิจัยพบว่า กรอบความคิดและมุมมองส่วนตัว ซึ่งเกิดจากประสบการณ์และเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน มีผลต่อทัศนคติ และการกระทำหรือพฤติกรรมของพวกเขาในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ เช่น ในครอบครัวเดียวกัน พ่อกับแม่อาจมีทัศนคติและแสดงออกแตกต่างกันต่อกรณีลูกชายหนีโรงเรียน ผู้เป็นพ่อซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน และได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดและมีระเบียบแบบแผน อาจมีทัศนคติต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะลูกชายไม่เอาใจใส่ต่อการเรียนและไม่เห็นคุณค่าของเงินที่พ่อแม่ส่งเสียให้เรียนหนังสือ และตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการลงโทษหรือเรียกลูกชายมาตำหนิอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้เป็นแม่ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่อบอุ่นและอยู่ร่วมกันอย่างประนีประนอม อาจมีทัศนคติต่อเหตุการณ์เดียวกันว่าเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น และใช้วิธีเรียกลูกชายมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจและตักเตือน มากกว่าที่จะใช้วิธีการลงโทษ ดังนั้น ในสถานการณ์เดียวกัน คนแต่ละคนอาจมีทัศนคติและแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสถานการณ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเขามีประสบการณ์ชีวิตอย่างไร เขามองโลกอย่างไร มองเหตุการณ์นั้นอย่างไร การตัดสินบุคคลอื่นจากพฤติกรรมของเขาเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ทำความเข้าใจถึงกรอบความคิดที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้น อาจเป็นการตัดสินคนอย่างผิวเผินและไม่รอบด้าน ทำให้สูญเสียโอกาสในการประสานความแตกต่างและหาจุดร่วม เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตหรือทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข การเปลี่ยนใจผู้อื่น: โน้มน้าว vs. รับฟัง หลายคนเชื่อว่ามีเทคนิควิธีบางอย่างในการเปลี่ยนใจผู้ที่คิดเห็นแตกต่างจากเรา เช่น เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจผู้อื่น ที่เน้นการอธิบาย ให้เหตุผล และชี้ให้เห็นข้อดีของแนวคิดหรือสิ่งที่นำเสนอ แต่ผู้เขียนกลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย ผู้เขียนเชื่อว่าการพยายามพูดโน้มน้าวเพื่อเปลี่ยนใจผู้อื่นอาจให้ผลลัพธ์ในด้านลบ หากนำมาใช้ในจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสม เหมือนกรณีพนักงานขายที่พยายามพูดถึงข้อดีของสินค้าที่ขาย โดยไม่เคยพยายามสอบถามเพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าเลย และนั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด ในชีวิตการทำงานของผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นงานขาย งานที่ปรึกษา งานบริหาร หรืองานวิทยากร ความท้าทายในการทำงานเหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จคือ การทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่นและยอมรับในตัวเรา ไว้วางใจเรา รวมถึงตัวสินค้า โครงการ หรือโปรแกรมฝึกอบรมของเรา บางครั้ง ผู้เขียนต้องทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่ต่อต้านโครงการที่ผู้เขียนเป็นผู้ริเริ่ม วิธีแก้ปัญหาของผู้เขียนคือ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการพรรณาเกี่ยวกับตัวเรา หรือข้อดีของโครงการของเรา ผู้เขียนเลือกที่จะให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการตั้งแต่ต้น ด้วยการรับฟังปัญหา ความต้องการ ความกังวลใจ มุมมอง และทัศนคติของฝ่ายต่างๆ เมื่อผู้เขียนมีความเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของพวกเขาอย่างชัดเจนครบถ้วน ผู้เขียนจึงค่อยนำเสนอวิธีแก้ปัญหาพร้อมเหตุผลรองรับที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายประสบความสำเร็จ หากทุกฝ่ายเห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้เขียน ผู้เขียนก็จะดึงพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบรายละเอียดของโครงการ เพื่อให้โครงการสามารถตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายอย่างเหมาะสม ผ่านทางกระบวนการของการมีส่วนร่วม วิธีการที่ผู้เขียนใช้ในการทำความเข้าใจฝ่ายต่างๆ คือการฟังให้มากขึ้นและพูดให้น้อยลง ฟังอย่างมีสมาธิและจิตว่าง โดยละวางอัตตา และความต้องการส่วนตัวทั้งหลาย เพื่อทำความเข้าใจกรอบความคิดหรือมุมมองของฝ่ายต่างๆอย่างแท้จริง ไม่ใช่ฟังเพื่อเตรียมที่จะพูดต่อหรือเตรียมที่จะตอบสนอง เป็นการฟังบนพื้นฐานของความตั้งใจที่จะทำความเข้าใจ และช่วยเหลือให้ทุกฝ่ายประสบความสำเร็จหรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้ นอกจากการฟัง การถามคำถามก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน คำถามที่มีคุณภาพ เหมาะสมและถูกกาละเทสะ จะช่วยทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ และเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล และแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง คำถามที่ดียังอาจช่วยกระตุ้นให้อีกฝ่ายได้คิด หรือค้นพบคำตอบที่ดีด้วยตนเอง เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกว่าเรามีความจริงใจและใส่ใจที่จะทำความเข้าใจกับปัญหาหรือข้อกังวลใจของเขาและให้ความช่วยเหลือเขา มากกว่ามุ่งมั่นที่จะพูดแต่เรื่องของเราเอง เขาย่อมยินดีที่จะเปิดใจให้เราและรับฟังเรามากขึ้น ณ จุดนั้น เราจึงสามารถนำเสนอข้อมูล เหตุผล และมุมมองในฝั่งของเราซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดและตรงกับความต้องการของเขา หรือช่วยให้เขาแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ หรือประสบความสำเร็จได้ตามความคาดหวัง แนวทางปฏิบัติด้วยการสร้างการมีส่วนร่วม โดยใช้วิธีการตั้งคำถามและฟังอย่างเข้าใจ ยังสามารถนำมาใช้กับชีวิตส่วนตัวของเราได้ดีเช่นกัน มีตัวอย่างชีวิตจริงของคู่รักคู่หนึ่ง ฝ่ายชายซื้อธุรกิจแฟรนไชส์จากต่างประเทศมา และต้องการให้ฝ่ายหญิงลาออกจากการเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย มาทุ่มเทดูแลธุรกิจให้ฝ่ายชาย ฝ่ายชายพยายามให้เหตุผลโน้มน้าวฝ่ายหญิงหลายอย่าง ว่างานที่ฝ่ายหญิงทำอยู่รายได้น้อยและมีโอกาสเติบโตช้า ขณะที่งานใหม่จะทำให้เธอก้าวหน้าและมีชื่อเสียงในระดับอินเตอร์มากกว่า ฝ่ายหญิงได้บอกไปว่ายินดีจะไปช่วยงานเป็นครั้งคราว แต่จะไม่ลาออกจากการเป็นอาจารย์โดยเด็ดขาด เพราะรักงานนี้มากและต้องการทำงานนี้ตลอดไป ทุกวันนี้ ทั้งคู่ก็ยังคงทะเลาะกันในเรื่องนี้ ด้วยความคับข้องใจ วันหนึ่งฝ่ายหญิงจึงพูดกับฝ่ายชายว่า “คุณได้แต่พูดในสิ่งที่คุณต้องการ แต่คุณไม่เคยถามฉันเลยว่าฉันต้องการอะไร” “ฉันรู้นะว่าสิ่งที่คุณพูดมันถูกต้อง มันดี ฉันก็สนับสนุน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการจะทำในช่วงเวลานี้ ฉันมีเป้าหมายอื่นอยู่แล้ว” ขณะที่ฝ่ายชายโต้กลับมาว่า “คุณไม่รู้เหรอว่านี่เป็นโอกาสที่ดีแค่ไหนกับชีวิตของคุณ มันเป็นงานที่เหมาะกับคุณมาก งานที่คุณทำอยู่ตอนนี้น่ะมันไม่มีอนาคต และคุณจะต้องเหนื่อยไปอีกหลายปี” จากคำพูดของฝ่ายหญิง สิ่งที่เธอกำลังพยายามจะสื่อสารกับฝ่ายชายก็คือ ฉันเข้าใจคุณนะและฉันก็พร้อมสนับสนุนคุณเสมอ แต่ฉันก็อยากให้คุณเข้าใจฉันบ้าง… จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต หากบรรยากาศในการใช้ชีวิตร่วมกันของคู่รักคู่นี้ เป็นไปในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างเรียกร้องให้อีกฝ่ายอุทิศตนเพื่อเป้าหมายของตนเอง จะเกิดอะไรขึ้น หากในที่สุด ฝ่ายหญิงไม่ยอมตอบสนองความต้องการของฝ่ายชายด้วยการลาออกจากงานที่ตนรัก ฝ่ายชายจะรู้สึกอย่างไร จะรับได้หรือไม่ และจะเกิดอะไรขึ้น หากฝ่ายชายยังคงพยายายามโน้มน้าว บังคับ หรือพยายามตอกย้ำกับฝ่ายหญิงว่า สิ่งที่เธอคิด และเลือกที่จะทำเป็นเรื่องโง่เง่าและไร้อนาคต ขณะที่ฝ่ายหญิงต้องการให้ฝ่ายชายเข้าใจและสนับสนุนในสิ่งที่เธอเลือก หากต่างฝ่ายต่างยังคงยืนกรานในความคิด และเหตุผลส่วนตัวของตน และไม่ให้โอกาสตัวเองในการทำความเข้าใจความคิด และความต้องการของอีกฝ่าย ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไรในอนาคต บนพื้นฐานของความรัก เป็นไปได้หรือไม่ที่ทั้งคู่จะลดอัตตาลง และหาจุดลงตัวร่วมกัน โดยเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกันมากขึ้น หากฝ่ายชายเริ่มต้นรับฟังเพื่อทำความเข้าใจกรอบความคิดและมุมมองของฝ่ายหญิง บางทีฝ่ายชายอาจเข้าใจว่า ทำไมฝ่ายหญิงจึงยินดีเลือกทำงานที่รายได้น้อย และมีโอกาสเติบโตช้า มากกว่ามาทำงานที่น่าจะทำให้ก้าวหน้ามากกว่า บางทีเขาอาจค้นพบว่า เธอมีความสุขที่ได้ทำงานที่เธอรัก และนั่นสำคัญกว่ารายได้หรือโอกาสก้าวหน้าที่เขาพยายามจะจูงใจเธอ เมื่อฝ่ายชายเริ่มเปิดใจที่จะรับฟังฝ่ายหญิง และฝ่ายหญิงได้มีโอกาสเปิดใจถึงความคิดและความรู้สึกของเธอ เธออาจเริ่มรู้สึกดีขึ้น อึดอัดและคับข้องใจน้อยลง และเปิดใจที่จะรับฟังเหตุผลของฝ่ายชายเพิ่มขึ้นเช่นกัน บางทีทั้งคู่อาจสามารถปรึกษาหารือร่วมกัน เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ต้องละทิ้งงานที่เธอรัก แต่สามารถจัดสรรเวลาเพื่อช่วยงานฝ่ายชายได้ด้วย การทำความเข้าใจผู้อื่นจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการดำรงชีวิต มันเป็นศาสตร์ในแง่ของความเป็นเหตุเป็นผล ตรรกะของการทำความเข้าใจผู้อื่นคือ เราต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจผู้อื่น ก่อนที่จะให้ผู้อื่นเข้าใจตนเอง เพราะโดยธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนต้องการความเข้าใจ ต้องการการยอมรับ ต้องการความรู้สึกว่าตนมีคุณค่า ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันการดำรงอยู่ของตน ความสามารถในการทำความเข้าใจผู้อื่นจึงเป็นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของมนุษย์ เมื่อความต้องการของอีกฝ่ายได้รับการตอบสนอง เขาย่อมรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ และหันมาให้โอกาสเราชี้แจงเหตุผล หรือรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆจากเรามากขึ้น การทำความเข้าใจผู้อื่นยังเป็นศิลปะที่มีความละเอียดอ่อน ไม่เพียงแต่เนื้อหาของคำถามที่เราใช้เพื่อสอบถามความรู้สึก มุมมอง หรือความต้องการของอีกฝ่าย วิธีที่เราถาม ภาษากายที่เราใช้ ไม่ว่าจะเป็นสายตา สีหน้า ท่าทาง รวมทั้งน้ำเสียง ที่สะท้อนถึงความจริงใจที่เราสื่อออกมามีความสำคัญยิ่งกว่า รวมไปถึงลักษณะที่เราฟัง การฟังเพื่อที่จะตอบสนองกับการฟังเพื่อทำความเข้าใจมีความแตกต่างกัน คู่สนทนาของเราสามารถรับรู้ได้ว่าเราต้องการที่จะทำความรู้จักตัวเขา หรือทำความเข้าใจมุมมองของเขาจริงๆหรือไม่ หรือว่าเป็นการเสแสร้งฟัง เพื่อหาทางโน้มน้าวชักจูงต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะที่เราตอบสนองต่ออารมณ์หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายก็มีความสำคัญ เมื่ออีกฝ่ายเล่าถึงปัญหา หรือแสดงความกังวลใจในเรื่องใดๆ การแสดงออกอย่างจริงใจว่าเราเข้าใจ อาจผ่านทางสายตา สีหน้า หรือคำพูด ย่อมทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ามีใครบางคนที่อยู่ข้างเขา เข้าใจเขา แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่เขาคิดหรือพูด แต่อย่างน้อยเราก็เข้าใจในกรอบความคิด มุมมอง และความรู้สึกของเขา เราไม่ต้องการตัดสินเขาโดยใช้มุมมองส่วนตัวของเราเป็นที่ตั้ง ความสามารถในการทำความเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง จึงเป็นศิลปะแห่งการดำรงชีวิตบนเส้นทางที่นำเราไปสู่ความสุขและความสำเร็จ เพราะความเข้าใจซึ่งกันและกันนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ราบรื่น ให้เกียรติ สนับสนุน และส่งเสริมให้ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ ผู้ที่สามารถเข้าใจผู้อื่น คือผู้ที่มีจิตสำนึกของการเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีจิตใจที่เปิดกว้าง กล้าหาญ และอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ที่สามารถลดละอัตตาและความต้องการส่วนตนเพื่อรับฟัง และเรียนรู้มุมมองของผู้อื่น ผู้ที่ไม่ใช้กรอบความคิดส่วนตัวของตนเป็นมาตรฐานในการตัดสินผู้อื่น ผู้กล้าที่จะยอมรับว่าตนอาจไม่รู้หรือเข้าใจทุกเรื่องอย่างรอบด้าน และมีจิตใจเปิดกว้างพอที่จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์หรือความต้องการของอีกฝ่ายเฉกเช่นเดียวกับความต้องการของตน การทำความเข้าใจผู้อื่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทลายกำแพงแห่งความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจและความคับข้องใจทั้งหลายที่เรามีต่อบุคคลอื่น และเป็นการเปิดประตูใจของเราเอง เพื่อทำความรู้จักกับตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่ง และทำให้อีกฝ่ายยอมเปิดประตูใจ ที่จะทำความรู้จักเราเพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ว่าในความเป็นจริง เราอาจไม่สามารถทำความรู้จักคนๆนั้นในทุกๆแง่มุม แต่อย่างน้อย ความพยายามที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ และมุมมองของอีกฝ่ายที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยปราศจากความเห็นแก่ตัว ก็เป็นการแสดงออกถึงความจริงใจ และความใส่ใจที่อีกฝ่ายสามารถจะรับรู้ได้ และ ณ จุดนั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ ทำให้เกิดความเชื่อมั่น และไว้วางใจซึ่งกันและกันในอนาคต และแม้ถึงที่สุดแล้ว เราจะไม่สามารถควบคุมให้ทุกคนที่อยู่รอบข้างเราคิดหรือทำในสิ่งที่เราต้องการได้ แต่ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการทำความรู้จัก และทำความเข้าใจบุคคลเหล่านั้น จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกได้อย่างถูกต้องว่า จะใช้ชีวิตหรือทำงานร่วมกับพวกเขาอย่างไร
Contact Us Be Winning Consultant Co.,Ltd. 453 Soi Krungthonburi 4, Krungthonburi Rd., Klongsand, Banglumpoolang, Bangkok 10600 Tel. 02-438-2830 Fax. 02-437-8197 E-mail. sirirat@bewinning.biz